Shopping computer online for you
 
หน้าแรก สมาชิก ราคาสินค้า ตะกร้าสินค้า วิธีชำระเงิน ติดต่อเรา เกี่ยวกับเรา เงื่อนไขการรับประกัน ดาวน์โหลด เว็บบอร์ด
สมาชิก Log in
อีเมล์
รหัสผ่าน
สมัครสมาชิกใหม่
สมัครเป็นตัวแทนจำหน่าย
ลืมรหัสผ่าน
 ค้นหาสินค้า
หมวดสินค้า
  Game
  INK MIRACLE
  INK TANK
  Internet
  PRINTER+TANK
  TONER BROTHER "MIRACLE"
  TONER CANON "MIRACLE"
  TONER EPSON "MIRACLE"
  TONER Fuji-XEROX "MIRACLE"
  TONER HP "MIRACLE"
  TONER KYOCERA "MIRACLE"
  TONER LEXMARK "MIRACLE"
  TONER OKI "MIRACLE"
  TONER PANASONIC "MIRACLE"
  TONER SAMSUNG "MIRACLE"
  TONER ของแท้ราคาพิเศษ
  กระดาษอิ้งค์เจ็ท MIRACLE
  ชุดตลับใส MIRACLE
  ตลับใส(Refill Cart)
  ตลับหมึกของแท้ราคาพิเศษ
  น้ำหมึก MIRACLE
ตะกร้าสินค้าของคุณ
รหัสสินค้า ราคา จำนวน
ยังไม่มีสินค้าอยู่ในตะกร้า
  • ชำระเงิน
  • แก้ไขรายการสินค้า
  • วิธีสั่งซื้อสินค้า
  •  

    ทิปคอมพิวเตอร์
    การเลือกซื้อกระดาษสำหรับงานพิมพ์อิงก์เจ็ต
       








    กระดาษมักจะเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ถูกมองข้ามไปเสมอๆ ทั้งๆ ที่กระดาษเป็นวัตถุดิบที่สำคัญที่สุดในการพิมพ์ บทความนี้ จะพาคุณไปรู้จัก และเลือกซื้อกระดาษ และน้ำหมึกให้เหมาะกับงานของคุณ

    การเลือกกระดาษสำหรับเครื่องพิมพ์แต่ละแบบนั้น แน่นอนว่าไม่เหมือนกัน เนื่องจากว่ากระดาษที่นำมาใช้กับเครื่องอิงก์เจ็ตนั้น มีความหลากหลาย และมีรายละเอียดมาก เพราะว่าเครื่องอิงก์เจ็ตสามารถพิมพ์ได้หลายแบบ ตั้งแต่ตัวอักษรไปจนถึงการพิมพ์ภาพในระดับ Photo การเลือกซื้อกระดาษ เราต้องพิจารณาเป็นข้อๆ ดังนี้

    ระดับความหนา-บางของกระดาษ

    กระดาษแต่ละแบบนั้น จะมีระดับความหนา และบางไม่เท่ากันตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน สำหรับกระดาษที่บางๆ จะมีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างออกไปจากกระดาษที่มีความหนากว่า โดยทั่วไปแล้วในกระดาษที่มีความบาง จะไว้ใช้สำหรับพิมพ์เอกสารทั่วไป อย่างเช่นนำมาใช้ร่วมกับเครื่องเลเซอร์พรินเตอร์ในบางรุ่น มีต้นทุนที่ไม่แพงมากนัก ในขณะที่กระดาษที่มีความหนามากจะใช้ได้ดีกับเครื่องพรินเตอร์แบบอิงก์เจ็ต เนื่องจากว่ามีความหนา เมื่อโดนน้ำหมึกฉีดลงมาในปริมาณมาก หมึกจะไม่ซึมลงไป ในทางกลับกัน ถ้านำกระดาษที่มีความบางมาใช้ร่วมกับพรินเตอร์แบบอิงก์เจ็ต อาจทำให้เกิดความเสียหายได้ เนื่องจากว่ากระดาษที่บางนั้น จะอมน้ำ ทำให้หมึกซึมไปยังฝั่งตรงข้ามได้ รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจจะมีส่วนประกอบ และปัจจัยหลายอย่างประกอบกันด้วย ซึ่งจะกล่าวถึงในลำดับต่อไปเกี่ยวกับน้ำหนักของกระดาษ และชนิดของกระดาษที่ผลิตออกมารองรับการใช้งานในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป

    ความหนาเป็นเรื่องที่สำคัญพอตัวครับ ซึ่งความหนาส่วนใหญ่แล้วจะสัมพันธ์กับน้ำหนักของกระดาษด้วย บางท่านอาจจะคิดว่าความหนาของกระดาษ อาจจะไม่ใช่เรื่องสำคัญนัก ในความจริงแล้วส่งผลอย่างมากต่อการพิมพ์ ยกตัวอย่างกระดาษที่มีความหนาไม่มาก การฟีดกระดาษเข้าสู่เครื่องพรินเตอร์ จะทำได้อย่างสะดวก และไม่มีปัญหาอะไรนัก ส่วนกระดาษที่มีความหนามากอาจทำให้เครื่องพรินเตอร์บางเครื่องมีปัญหาในการฟีดกระดาษเข้าเครื่องได้ลำบากกว่าเช่นกัน ซึ่งการเลือกใช้กระดาษให้ถูกต้องนั้น ควรที่จะเลือกหากระดาษที่ได้มาตรฐานด้วย อย่างน้อย ก็การันตีได้ในเรื่องของความหนา และน้ำหนักของกระดาษที่ออกแบบมาสำหรับใช้งานร่วมกับเครื่องพรินเตอร์โดยเฉพาะ

    น้ำหนักของกระดาษ

    น้ำหนักกับความหนาของกระดาษออกจะเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กันอยู่ไม่น้อย ส่วนมากแล้วกระดาษที่มีน้ำหนักมาก มักจะมีความหนากว่ากระดาษที่มีน้ำหนักเบากว่า เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว น้ำหนักของกระดาษจะเป็นสิ่งแรกที่เราต้องดู และตัดสินใจก่อนซื้อ สำหรับน้ำหนักของกระดาษโดยทั่วไปแล้ว มักจะมีน้ำหนักเป็นปอนด์ หรือใช้หน่วยเป็นแกรมต่อตารางเมตรก็ได้ (g/m2) แต่โดยทั่วไปแล้ว เราจะเรียกเป็นแกรมมากกว่า โดยเฉพาะใครที่ซื้อกระดาษ Plain Paper บ่อยๆ ก็คงจะรู้จักกันดีนะครับ เพราะหน้ากล่องมักจะเขียนน้ำหนักไว้ว่า 70 หรือ 80 แกรม ทีนี้มาดูในส่วนของรายละเอียดกันบ้าง ขนาดของน้ำหนัก แน่นอนครับว่ากระดาษที่ผลิตออกมาเพื่อใช้งานในลักษณะที่แตกต่างกันจะมีน้ำหนักเป็นเกณฑ์ในการแบ่งชนิดได้เหมือนกัน

    โดยกระดาษสำหรับพิมพ์เอกสารแบบธรรมดาสามัญทั่วไป หรือที่รู้จักกันว่า Plain Paper จะมีน้ำหนักอยู่ในช่วง 70 ถึง 80 แกรม น้ำหนัก และความหนาก็จะมีไม่มาก เหมาะสำหรับมาใช้กับเครื่องเลเซอร์ หรือนำมาใช้พิมพ์เอกสารที่เน้นตัวอักษรเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่กระดาษสำหรับพิมพ์ภาพกราฟิก หรือ Photo Paper จะมีขนาดอยู่ในช่วงตั้งแต่ 90 ถึง 270 แกรม ขึ้นไป กระดาษที่มีน้ำหนักมาก ส่วนใหญ่จะเป็นกระดาษที่มีความหนาตั้งแต่ปานกลางถึงหนามาก เพราะฉะนั้น ในการเลือกซื้อกระดาษแต่ละครั้ง ต้องพิจารณาดูกันให้ดีครับ อย่างเช่นกระดาษ Photo Paper เหมือนกัน ยังมีการแบ่งน้ำหนักและความหนาบางแยกออกไปอีกหลายรุ่น อยู่ที่ว่าจะเลือกไปใช้สำหรับพิมพ์กราฟิกทั่วไป เอกสารภาพสีที่การพิมพ์ในแบบนี้ อาจจะไม่ต้องการกระดาษที่มีน้ำหนักมากนัก ในขณะที่การพิมพ์ภาพ Photo อาจจะต้องอาศัยกระดาษที่มีน้ำหนักมากแ ละหนาเป็นพิเศษ

    เนื้อกระดาษ และระดับความขาวของกระดาษ

    มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะมีความรู้เกี่ยวกับลักษณะเฉพาะของกระดาษมากขึ้นนะครับ นอกจากเรื่องน้ำหนัก และความหนาบางของกระดาษแล้ว ยังมีอีกประการหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญด้วยก็คือ เรื่องระดับความสว่างของกระดาษนั่นเอง กระดาษขาวเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน ก็แล้วแต่จะเรียกกันไปครับ แต่เวลามาเปรียบเทียบกัน เราจะเห็นได้ชัดว่าอันไหนขาวเหลือง อันไหนขาวฟ้า หรืออาจจะเป็นสีงาช้าง ทั้งหมดนี้มันยากที่จะบ่งบอกว่า อะไรขาวกว่า ถ้าไม่เอามาเปรียบเทียบกัน ในกระดาษแต่ละแบบจะมีค่าของความสว่างที่เรียกว่า Brightness Rating กระดาษแต่ละรูปแบบ ตลอดจนแต่ละยี่ห้อนั้น จะมีความขาวที่ไม่เหมือนกัน ขาวมาก ขาวน้อย แน่นอนครับว่า ระดับของ Brightness นี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพงานที่ถูกพิมพ์ออกมาเช่นกัน ระดับของ Brightness อาจจะเกิดขึ้นจากปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสารที่ใช้ในการเคลือบกระดาษแต่ละแบบ (ทั้งแบบด้าน และแบบมัน) เนื้อกระดาษก็เช่นกันครับ

    ค่าของ Brightness rating นั้น จะใช้ค่าแทนได้ตั้งแต่ 1 จนถึง 100 ในกระดาษ Plain Paper หรือกระดาษซีร็อกซ์ทั่วไปจะมีค่า Brightness อยู่ที่ประมาณ 80 ในขณะที่กระดาษ Photo จะมีค่ายอยู่ที่ 90 ขึ้นไป แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ผู้ผลิตกระดาษส่วนใหญ่ไม่ได้บอกค่า Brightness rating ไว้ให้เราทราบทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ากระดาษไหนขาวกว่าใคร แต่หากนำมาวางเปรียบเทียบกันแบบด้านต่อด้านจะพอช่วยให้เห็นความแตกต่างได้มากครับ กระดาษที่มีความขาวมากๆจะช่วยให้การพิมพ์รูปภาพมีสีสันสมจริงยิ่งขึ้น ที่เห็นได้ชัดก็คงเป็นเรื่องของเฉดสี ที่จะทำได้ดีกว่ากระดาษที่ไม่ขาวมากนัก เรื่องความขาวของกระดาษ จำเป็นมากก็ต่อเมื่อคุณนำไปใช้พิมพ์ภาพที่ต้องการความคมชัดสูงมาก และไม่อยากให้สีผิดเพี้ยน แต่ถ้าคุณต้องการกระดาษไปพิมพ์เอกสารธรรมดาก็อาจจะไม่ต้องกังวลนักเกี่ยวกับเรื่องนี้

    ความมันของกระดาษ

    ความมันของกระดาษนี้ จะเรียกเป็นภาษาพูดติดปาก ก็คงเป็นกระดาษมันหรือ Glossy Paper ไงล่ะครับ หลายคนอาจจะร้องอ๋อ ความมันของกระดาษนั้น จะว่าไปแล้ว แค่สังเกตดูก็รู้ได้ทันทีแล้ว แต่ในรายละเอียดของกระดาษมันนั้นจะมีรายละเอียดอยู่บ้าง ก็คือ Glossy Paper จะเป็นที่นิยมใช้งานสำหรับพิมพ์ภาพถ่าย หรือภาพกราฟิกโดยเฉพาะ สาเหตุที่ต้องใช้กระดาษมัน ก็เนื่องจากว่ากระดาษ Glossy Paper นั้น จะมีสารเคลือบอยู่บริเวณผิวหน้าของกระดาษเพื่อไว้สำหรับดูดซึมหมึกที่ถูกฉีดลงมา กระดาษ Glossy Paper นี้ จะมีหลายระดับตั้งแต่ high gloss, gloss, soft gloss, และ semi-gloss เห็นแบบนี้ ก็มีความมันอยู่หลายระดับนะครับ คุณสมบัติที่ได้ ก็จะแตกต่างกันออกไป เช่นสะท้อนแสงได้ไม่เท่ากัน บางแบบจะแห้งช้า พิมพ์ได้ที่ความละเอียดสูงๆ และกระดาษ Glossy บางแบบก็เป็นแบบ Quick-Dry เนื่องจากใช้สารเคลือบที่แตกต่างกัน ข้อดีของการพิมพ์ภาพลงบนกระดาษ Glossy ก็คือ จะช่วยเร่งสีให้มีความสดใสยิ่งขึ้น สีติดทนนานยิงขึ้น และดูสมจริง นอกจากนี้ กระดาษ Glossy บางแบบจะเพิ่มคุณสมบัติใหม่ๆ เข้าไป อย่างเช่น กันน้ำได้ด้วย นับเป็นข้อได้เปรียบกระดาษธรรมดาที่ขายกันอยู่ทั่วไป กระดาษ Glossy ที่ดีไม่จำเป็นว่าจะต้องมีขนาดที่หนามากน้อยแค่ไหน การเลือกซื้อ ก็เลือกได้ตามสบายตามความต้องการของการใช้งานเป็นหลัก เรื่องราคานั้นก็แน่นอนครับ กระดาษ Glossy ส่วนใหญ่มักจะมีราคาที่แพงกว่ากระดาษแบบอื่นอาจจะทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงพอสมควร

     

    ที่มา http://www.arip.co.th/articles.php?id=405800

    • Update : 30/12/2552
    • ฐานข้อมูลทิปคอมพิวเตอร์จาก บีคอม
    • หน้าหลักทิปคอมพิวเตอร์

    © Copyright 2003 - 2005 www.onlineiss.com All rights reserved